Jump to content





สัตว์ประหลาดลึกลับแห่งทะเลสาบล็อคเนส


31 replies to this topic

#1 มิยาโมโต้ มูซาชิ

    นักขุดทองมืออาชีพ

  •  High Royal Executive Members 
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 4,174 posts
  • Gender:Male

Posted 06 October 2012 - 02:23 AM

Quote

ในบรรดาสัตว์ประหลาดลึกลับที่เล่าลือกันในปัจจุบันนี้ เนสซีแห่งสก็อตแลนด์ถือเป็นดาวเด่นที่สุด แม้จะยังไม่พบหลักฐานแน่ชัดว่ามันมีตัวตนอยู่จริง ความโด่งดังของมันทำให้ทะเลสาบเนสได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นหนึ่งในสถานที่ ท่องเที่ยวระดับโลกเลยทีเดียว

ใต้พื้นผิวน้ำลึกกว่า 250 เมตรในทะเลสาบเนสเนสซี เจ้าสัตว์ประหลาดน้ำจืดขนาดยักษ์ ตัวหนึ่งแอบซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบสงบมาเป็นเวลานานนับพันปี แต่เมื่อใดที่เจ้าสัตว์ร้าย ออกล่าเหยื่อมาเป็นอาหาร มันจะแปลงกายเป็นม้าแสนสง่าและผุดขึ้นจากผิวน้ำรอคอยนักเดินทางผู้โชคร้าย ขึ้นมาขี่หลังมัน และควบพาเหยื่อของมันจมดิ่งสู่ทะเลสาบลึกเพื่อเป็นอาหาร อันโอชะอย่างน่าสยดสยอง

นั่นคือตำนานที่เล่าขานกันโดยชาวบ้านที่ อาศัยแถบทะเลสาบเนสในยุคกลาง เพื่อปรามลูกหลานไม่ให้เข้าใกล้ทะเลสาบที่ดูมืดมิดน่ากลัวอย่างล็อคเนส ตามสภาพภูมิศาสตร์ ล็อคเนสหรือทะเลสาบเนสนั้นตั้งอยู่ทางตอนเหนือของสก็อตแลนด์ เป็นทะเลสาบน้ำจืด ขนาดใหญ่ที่สุดในสหราชอาณาจักรและเป็นทะเลสาบ แห่งที่ใหญ่สุดในบรรดา 3 ทะเลสาบของ Great Glen ร่องผาขนาดใหญ่ ที่พาดเป็นแนวยาวในสก็อตแลนด์ แต่สาเหตุที่ทำให้ล็อคเนสโด่งดังไปทั่วโลกคือ ข่าวลือเรื่องสัตว์ประหลาดเนสซีที่อาศัยอยู่ใต้ผืนทะเลสาบแห่งนี้ โดยเฉพาะในศตวรรษที่ 20 มีผู้อ้างว่าพบเห็นเนสซีมากมาย รวมทั้งมีการเก็บภาพถ่ายที่ดูคล้ายไดโนเสาร์ไว้ได้ โดยนักสังเกตการณ์และนักท่องเที่ยวมากมายด้วยเช่นกัน

Posted Image

Quote

เจ้าเนสซี (Nessie) เป็นสิ่งมีชีวิตลึกลับชนิดหนึ่งที่เชื่อว่ามีรูปร่างคล้ายเพลสิโอซอรัส (Plesiosaur) หรือ อีลาสโมซอรัส (Elasmosaurus) สัตว์เลื้อยคลานที่อาศัยในทะเลยุคเดียวกับไดโนเสาร์ มีผู้อ้างว่าเคยพบเห็นถึงปัจจุบันกว่า 4,000 ครั้ง และมีรูปถ่ายทั้งภาพนิ่งและภาพยนตร์มากมาย โดยเอกสารแรกสุดที่กล่าวถึงเนสซี คือ บันทึกของบาทหลวงเซนต์โคลัมบา เมื่อราว 1,400 ปี ที่แล้ว กล่าวถึงมังกรที่อาศัยอยู่ในทะเลสาบแห่งนี้ และท่านเองก็เคยทำพิธีขับไล่มังกรตัวนี้ด้วย

ใน พ.ศ. 2476 (ค.ศ. 1933) ได้มีการตัดถนนผ่านทะเลสาบล็อกเนสส์ จึงมีผู้พบเห็นเนสซีมากขึ้น โดยมีผู้อ้างว่า ขณะเขาขับขี่มอเตอร์ไซค์นั้น เห็นเนสซีขึ้นมาบนบก ไฟจากหน้ารถที่ส่องไปถูกตัวทำให้เห็นว่าเนสซีมีรูปร่างคล้ายเพลสิโอซอรัส และต่อมาก็ได้มีผู้ถ่ายรูปไว้ได้มากมายทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงเงาตะคุ่ม ๆ หรือคลื่นน้ำที่เคลื่อนไหวบนผิวน้ำเท่านั้น ต่อมา ทางมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมได้ทำการค้นคว้าเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยใช้เรือติดสัญญาณโซนาร์หลายลำแล่นไปบนพื้นผิวน้ำ เรียกว่า "ปฏิบัติการดีปสแกน" (Deepscan Operation) ปรากฏว่า โซนาร์ได้สะท้อนถึงเงาของวัตถุบางอย่างขนาดใหญ่ที่กำลังเคลื่อนตัวใต้น้ำ แต่บางคนคิดว่าอาจเป็นเพียงฝูงปลาธรรมดา ๆ

เรื่องราวเกี่ยวกับ เนสซี มีทั้งผู้ที่เชื่อและผู้ที่ไม่เชื่อ โดยผู้ที่เชื่อนั้นเชื่อว่า เนสซีอาจเป็นไดโนเสาร์ที่ยังหลงเหลืออยู่ โดยสภาพทางภูมิศาสตร์ของทะเลสาบล็อกเนสส์ในยุคโบราณนั้นเคยเป็นทะเลมาก่อน ไดโนเสาร์ในสมัยนั้นอาจเข้ามาอยู่อาศัยจนสภาพของพื้นที่เปลี่ยนไป กลายเป็นพื้นที่ปิดและปราศจากสิ่งรบกวน สัตว์ที่อาศัยอยู่ในนี้จึงยังหลงเหลืออยู่และมีสภาพไม่เปลี่ยนแปลงจากครั้ง แรกที่เข้ามาอาศัย ไม่เพียงเท่านั้นแหล่งน้ำหรือทะเลสาบที่มีลักษณะใกล้เคียงกับล็อกเนสส์ที่ อื่น ๆ และบริเวณใกล้เคียงกันก็มีรายงานของสิ่งประหลาดที่คล้ายกับเนสซีด้วย ขณะที่ฝ่ายที่ไม่เชื่อนั้นเชื่อว่า รูปถ่ายหรือภาพเคลื่อนไหวที่ได้นั้น อาจไม่ใช่เป็นสิ่งที่เกี่ยวกับเนสซีเลย และทั้งหมดทำขึ้นก็เพื่อสร้างชื่อเสียงให้ทะเลสาบแห่งนี้โด่งดังขึ้น โดยบางรูปเชื่อว่าเป็นเพียงหางของตัวนากที่กำลังดำน้ำหรือเป็นขอนไม้หรือ วัสดุต่าง ๆ ที่กำลังลอยน้ำอยู่

Posted Image

Quote

ทุกวันนี้ เรื่องราวของเนสซีก็ยังเป็นเรื่องลึกลับที่เป็นที่สนใจของคนทั้งโลก มีผู้ไปสำรวจและศึกษามากมาย แต่ก็ยังไม่เคยมีผู้ใดได้หลักฐานของเนสซีที่หนักแน่นสักราย อย่างไรก็ตาม ชื่อเสียงของเนสซีก็สร้างรายได้ให้แก่รัฐบาลสกอตแลนด์และชุมนุมใกล้เคียง เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

ปัจจุบันทางบริษัทวิลเลียม ฮิลล์ บริษัทพนันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ได้ประกาศออกมาว่าจะให้เงินรางวัลจำนวน 1 ล้านปอนด์หรือประมาณ 70 ล้านบาทแก่ผู้ที่สามารถหาหลักฐานได้ว่าเนสซีมีอยู่จริง ในวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2007) นายกอร์ดอน โฮล์มส เจ้าหน้าที่เทคนิคห้องแล็บได้อ้างว่า สามารถบันทึกภาพเคลื่อนไหวของสิ่งที่เชื่อว่าเป็นเนสซีได้ด้วยความยาวถึง 2 นาทีครึ่งขณะนั่งชมทิวทัศน์อยู่ริมทะเลสาบล็อกเนสส์ ซึ่งภาพของนายโฮล์มสครั้งนี้ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นของเนสซีที่สมบูรณ์ที่ สุดเท่าที่เคยมีมา นายเอเดียน ไชน์ นักชีววิทยาสัตว์น้ำ ได้ตรวจสอบภาพของนายโฮล์มสแล้วมีความเห็นว่า เป็นการยากที่จะเป็นการตกแต่งหรือทำปลอมขึ้น เพราะภาพไม่ได้จับเฉพาะแต่สัตว์ประหลาด แต่ยังถ่ายไปถึงภูเขารอบทะเลสาบด้วย จึงสามารถเปรียบเทียบความเร็วและขนาดของสิ่งที่เคลื่อนไหวในน้ำได้ด้วย โดยเชื่อว่าเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่มีความยาวประมาณ 15 เมตร เคลื่อนที่ด้วยการว่ายน้ำด้วยความเร็วถึง 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และภาพบางส่วนยังจับให้เห็นสิ่งที่คล้ายครีบด้วย ซึ่งวีดีโอภาพชุดนี้เป็นที่ฮือฮาและกล่าวขานอย่างมากในสหราชอาณาจักร เมื่อได้ถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณะโดยสำนักข่าวบีบีซีในอีก 3 วันถัดมา มีผู้คนมากมายที่ทั้งเชื่อและไม่เชื่อ และต่อมาไม่นานได้มีการเปิดเผยว่ารัฐบาลสหราชอาณาจักรเพิ่งจะเปิดเผยข้อมูล ลับว่า ทางรัฐบาลเชื่อว่า เนสซีมีอยู่จริง ตั้งแต่สมัยนางมาร์กาเรต แทตเชอร์เป็นนายกรัฐมนตรี และอยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองและอนุรักษ์สัตว์ป่าของอังกฤษที่ครอบคลุมทั้ง สัตว์ที่รู้จักและไม่รู้จักหลายชนิด

Posted Image

Quote

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2550 หนังสือพิมพ์ซิดนีย์ มอร์นิ่ง เฮรัลด์ของออสเตรเลียรายงานว่า กอร์ดอน โฮล์มส์ พนักงานห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ วัย 55 ปี จากเมืองชิปลีย์ แคว้นยอร์กเชียร์ ประเทศอังกฤษ สามารถถ่ายวิดีโอ ประหลาดลึกลับแห่งทะเลสาบล็อคเนสในสกอตแลนด์หรือที่เรียกกันว่า "เนสซี่" ได้เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยบรรดาผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเฝ้าดูเนสซี่ระบุว่าเป็นวิดีโอที่ดีและเห็น ชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยถ่ายได้

โฮล์มส์กล่าวว่า เขาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเมื่อเห็นสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่สีดำความยาวประมาณ 15 เมตร เคลื่อนที่ด้วยความเร็วราว 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในผืนน้ำ

ทะเลสาบล็อคเนสนั้นเต็มไปด้วยความลึกลับและตำนานที่เล่าขานกันมา เนื่องจากเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในเกาะอังกฤษ และมีความลึกถึง 230 เมตร ซึ่งลึกกว่าทะเลเหนือเสียอีก



Quote

นับจาก ค.ศ.565 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการบันทึกเรื่องเกี่ยวกับ “สัตว์ประหลาดขนาดยักษ์” ในทะเลสาบล็อคเนส สกอตแลนด์ เป็นครั้งแรก จนถึงวันนี้ก็ปาเข้าไป 1,443 ปีแล้ว ที่เรื่อง นี้ยังคงเป็นปริศนาไม่มีใครรู้แน่ว่า เจ้าสัตว์ที่ถูกขนานนามว่า “เนสซี” นี้มีตัวตนจริง หรือไม่ แม้จะมีรายงานว่า มี คนพบเห็นมากกว่า 4,000 ครั้ง

การไล่ล่าหาเนสซีมีมาอย่างต่อเนื่อง โดย เฉพาะอย่างยิ่ง เกิดการตามล่าสัตว ์ที่ว่ากันว่า น่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์หลงยุคนี้กันยกใหญ่ เมื่อบริษัท วิลเลียม ฮิลล์ ผู้ประกอบการ รับพนันที่ถูกกฎหมายของอังกฤษได้ออกมาประกาศ ว่า หากใครสามารถ พิสูจน์ถึงการมีอยู่ของเนสซีตัวเป็นๆ แล้วล่ะก็ เอาไปเลย 1 ล้านปอนด์ หรือคิดเป็น เงินไทยก็ 70 ล้านบาทเหนาะๆ

งานนี้ วิลเลียม ฮิลล์ตั้งความหวังว่าเงินรางวัลล่อใจนี้จะช่วยคลาย “ปมปริศนาที่ยิ่งใหญ ่ที่สุดแห่งยุคสมัย” แต่เอาเข้าจริงๆ แม้จะมีการตามล่ากันแบบ โกลาหล ก็ยังไม่มีใครเข้า ใกล้รางวัลใหญ่ที่ว่า

ยกเว้นหนุ่มหน้ามลคนอังกฤษนามกอร์ดอน โฮล์มส์ พนักงานห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์จากยอร์กเชียร์ ที่สามารถถ่ายวีดิโอภาพที่ว่ากันว่า เป็นภาพเนสซีที่ชัดที่สุดในประวัติศาสตร์ สร้างความฮือฮา อย่างน่าตื่นเต้น

กระทา ชายนายโฮล์มส์ที่ไม่ได้เป็นญาติอะไรกับนักสืบนามกระเดื่องในนิยายชุด เชอร์ล็อค โฮล์มส์ ให้การว่า ตอนที่กำลังนั่งเอ้เต้ชมวิวทิวทัศน์อยู่เหนือทะเลสาบล็อคเนสในวันที่ 28 พฤษภาคมปีที่แล้ว จู่ๆ ก็เห็น “อะไรบางอย่าง” กำลังเคลื่อนไหวอยู่บนผิวน้ำ

เห็นอย่างนั้นพี่แกก็ไวทายาด รีบกระโจนไปคว้า กล้องวีดิโอมาถ่ายภาพได้นาน 2 นาทีครึ่ง

เป็น 2 นาที ครึ่ง ที่ทำเอาวงการสัตว์ประหลาดของโลกต้องหวั่นไหว เพราะเป็นภาพที่เห็น ได้ชัดเจนถึงการเคลื่อนที่ของสัตว์ชนิดหนึ่ง สีดำขนาดใหญ่ คาดว่ายาวราวๆ 15 เมตร แหวกน้ำด้วยความเร็วประมาณ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บนผืนน้ำล็อคเนสอย่างชัดเจน และบางส่วนของภาพมองเห็นครีบด้วย

เอ เดรียน ไชน์ นักชีววิทยาสัตว์น้ำ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ลุ่มหลงที่ติดตามเรื่องราวของเนสซีบอกว่า ภาพวีดิโอฝีมือของโฮล์มส์นั้น เป็นภาพที่ยากจะทำ ปลอมขึ้น เพราะไม่ได้ถ่ายเฉพาะ ตัวสัตว์ ประหลาดเท่านั้น แต่ยังถ่ายเลยไปถึงฉากหลังที่เป็นภูเขารอบทะเลสาบด้วย ทำให้สามารถ เปรียบเทียบขนาดและความเร็วของสิ่งที่เห็นได้ถนัดชัดเจน

ส่วน ตัวนายโฮล์มส์เองที่ยังตื่นเต้นไม่หายก็บอกว่า ทีแรกก็นึกอยู่เหมือนกันว่าจะเป็นคลื่น หรือเปล่า แต่เมื่อมองแล้วก็เห็นการเคลื่อนไหว ที่ไปคนละทิศกับระลอกคลื่น แถมยังเห็นหลัง สีดำชัดเจน และตอนที่เห็นก็นึกว่าสัตว์ประหลาดนี้น่าจะยาวสัก 4-6 ฟุต แต่พอมามองอีกทีก็ น่าจะใหญ่กว่านั้นมาก

Posted Image

Quote

งาน นี้สำนักข่าวบีบีซีของอังกฤษนำภาพเคลื่อนไหวของโฮล์มส์ไปออกอากาศ และได้รับเสียง ครางฮือจากผู้ชมว่าชัดเจนแจ่มแจ๋ว แต่ถึงกระนั้น นักวิชาการบางคนก็ยังไม่ค่อย อยากเชื่อ อะไรง่ายๆ เพราะฉะนั้นภาพที่ถ่ายได้ก็จะถูกนำไปวิเคราะห์อีกหลายยก เพื่อให้แน่ใจ ว่าไม่ใช่นาก หรือแมวน้ำมาล้อเล่นกับกล้อง

อย่าง ไรก็ตาม หากจะถามว่าเนสซีมีตัวตนจริงหรือไม่ ก็ไม่มีใครตอบได้ชัดเจนแจ่มแจ้ง และในทางกลับกัน ถ้าจะบอกว่าไม่มีจริง ก็พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะมีคนเห็นเยอะเหลือเกิน แต่ถ้าจะกล่าวถึงความชัดเจนที่สุดจากทางการ ต้องฟันธงลงไปว่า เนสซีมีตัวจริงแหงๆ

รัฐบาลแห่งสหราชอาณาจักรเพิ่งจะเปิดเผยเอกสารที่เคยเป็นเอกสารลับเกี่ยวกับเนสซีไป เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.2549 นี้เองว่า รัฐบาลยอมรับในการมีอยู่ของเนสซี!!

การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งข้อความในเอกสารที่ (เคย) ลับมากนี้ระบุว่า รัฐบาลอังกฤษภายใต้การนำของนางมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ เชื่อเรื่องการมีอยู่ของสัตว์ ประหลาดแห่งล็อคเนส และเชื่อไม่เชื่อเปล่า ยังพยายาม หาทางปกป้องมันอีกต่างหาก เพราะเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลเกิดกังวลว่า การที่มี ผู้พยายาม ค้นหา ตามล่าแทบทุกตารางนิ้วของทะเลสาบ อาจจะทำให้เจ้าสัตว์ หลงยุคนี้ได้รับอันตราย รัฐบาลจึงได้ทุ่มเททั้งเงินและเวลาในการวิจัยเพื่อหาทางปกป้องเนสซี

สุดท้ายก็ตกลงกันได้ว่า ไม่ต้องไปทำอะไรมันหรอก เพราะสัตว์ประหลาดนี้ถูกคุ้มครองอยู่แล้ว ตามกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่าและชนบท ค.ศ.1981 ซึ่งคุ้มครองทั้งสัตว์ที่รู้จักและไม่รู้จัก อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปออกกฎหมายใหม่ให้เมื่อย

Posted Image

Quote

แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ยังมีผู้รักเนสซีที่ไม่ยอมเลิกราง่ายๆ ในปี ค.ศ.2001 ก็ เลยมีความพยายาม จากหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมของสกอตแลนด์ ในการตั้งคณะกรรมการที่มีผู้เชี่ยวชาญ มาช่วยปกป้องสัตว์ใหญ่ที่ผลุบๆโผล่ๆนี้อีก เรียกว่าเอาจริงเอาจังกันน่าดู

เห็นรัฐบาลสหราชอาณาจักรทำงานกันอย่างนี้ หน่วยราชการของสวีเดนเองก็สนใจ ถึงกับติดต่อมาขอถามเกี่ยวกับการปกป้องเนสซี เพราะสวีเดนเองก็มี ทะเลสาบสโตร์สโจ ที่ว่ากันว่า มีสัตว์ดึกดำบรรพ์หลงยุคอาศัยอยู่กับเขา เหมือนกัน จะได้ หามาตรการในการ ดูแลถูก เรียกว่าในทางราชการแล้ว ทั้งสองประเทศ “เชื่อ” ในการมีอยู่ของสัตว์ประหลาด นี้กันอย่างเต็มที่

แต่จะมีจริงหรือไม่จริง คงไม่มีใครตอบได้ชัดเจนที่สุดเท่าตัวเนสซีเอง ที่ยังเหนียมอาย ไม่ยอมออกมาให้เจอกันแบบชัดๆสักทีนั่นแหละ แต่ตอนนี้เท่าที่หาหลักฐานได้ ฝ่ายที่รัก เนสซีเชื่อว่า ถ้า มีอยู่จริง เจ้าเพื่อนร่างยักษ์นี้น่าจะเกี่ยวดอง เป็นญาติกับสัตว์ดึกดำ บรรพ์พันธ์ ุ์เพลซิโอซอรัส ซึ่งหายหน้าหายตาจากโลกเราไปนานตั้ง 70 ล้าน ปีแล้ว แต่เจ้าสัตว์ หลงเวลา นี้อาจจะพลัดหลงจากทะเลใหญ่มาสู่ทะเลสาบในช่วงสิ้นสุดยุคน้ำแข็ง แล้วก็ไม่ออก ไปไหนอีก เลย แต่เล่นเกมซ่อนหามาจ๊ะเอ๋เป็นอารมณ์ๆไป

เจ้าเพลซิโอซอรัสนี้ เป็นไดโนเสาร์คอยาว ตัวเบาะๆ ก็สูงกว่า 15 ฟุต แต่ ถ้าโตเต็มวัยจริงๆ อาจจะสูงยาวเพิ่มได้อีกถึง 32 ฟุต มีครีบรูปทรงเหมือนเพชร ว่ายน้ำได้เก่งฉกาจ และ เมื่อปีกว่าๆ ที่ผ่านมา คือเดือนธันวาคม พ.ศ.2549 ก็ เพิ่ง จะมีการขุดค้น พบฟอสซิลที่ สมบูรณ์ที่สุดของเพลซิโอซอรัสที่อาร์เจนตินา ซึ่งคง จะต้องมีการวิเคราะห์ตัวอย่าง กันอีกยกใหญ่ว่าจะเป็นญาติกับเนสซีจริงหรือเปล่า

Posted Image

Quote

ทะเลสาบล็อคเนสส์ ประเทศสก็อตแลนด์ เป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศ มีความกว้างกว่าครึ่งไมล์ ยาว 22.5 ไมล์ ริมฝั่งชัน ผาบางส่วนสูงกว่าแปดร้อยฟุต อุณหภูมิน้ำในทะเลสาบสม่ำเสมอทั้งปี

ครั้งเมื่อ 10,000 ปี มาแล้ว แม่น้ำน้ำแข็งสายสุดท้ายได้กัดเซาะให้เกิดการแยกของหินขนาดกว้างใหญ่ไพศาล ในแถบไอแลนด์ของสก็อตแลนด์ และเมื่อน้ำแข็งละลายหมดลง รอยแยกยาว 25 ไมล์นั้นก็ขังเจิ่งนองไปด้วยน้ำ และกลายเป็นแอ่งทะลสาปนั้นที่สุด

ถ้าเราไม่พูดถึงเจ้าเนสสีล่ะก็ ทะเลสาบนี้สวยงามน่าดูเลยละ มีทั้งธรรมชาติ สัตว์ป่านาๆ พันธุ์ อากาศก็สดชื่น แสนสงบราบเรียบ

เมื่อ มันสวย ทางการก็ไม่รอช้าหวังที่จะเอาทะเลสาบเป็นจุดขาย ให้นักท่องเที่ยวมาเยอะๆ จนต้องมีการสร้างถนนรอบทะเลสาบและเสร็จสิ้นในราวปี 1933

แต่เมื่อสร้างเสร็จแทนที่จุดขายจะเป็นวิวธรรมชาติที่แสนงดงาม.....

กลับกลายเป็นสัตว์ประหลาดตัวหนึ่ง

และมันก็ดังไปทั่วโลก


เนสซี่ เป็นสัตว์ลึกลับหนึ่งที่อยู่ในทะเลสาบล็อคเนสส์ ซึ่งมีรูปร่างหลายขนาด แต่ส่วนมากแต่ละคนจะเห็นแต่ขนาดยักษ์ทั้งสิ้น โดย จากคำให้การของ พยานที่เคยเห็น พรรณนารูปร่างของเนสซี่ ประมวลออกมาได้ ดังนี้

ความยาว : มากกว่า 50 ฟุต

ลำตัว : ยาวอย่างน้อย 30 ฟุต โดยรอบลำตัวประมาณ 12 ฟุต

หัว : เหมือนทากและมีขนาดเล็กมากๆ เมื่อเทียบกับลำตัว

คอ : ยาว 4-7 ฟุต ลักษณะตั้งระหง และหนาอย่างกับลำตัวช้าง

ครีบ : 2 ครีบข้างหน้าเล็ก และ 2 ครีบใหญ่อยู่ด้านหลัง

ผิวหนัง : เหมือนทาก สีเทา เงิน และดำ จ้า...

ถึง วงการวิทยาศาสตร์จะคัดค้านตัวตนของสัตว์ประหลาดนี้อยู่บ้าง แต่เนสสีก็ได้รับชื่อทางวิทยาศาสตร์มาซะด้วย นั่นคือ เนซซิเทอรา รอมโบเทอร์ริกซ์ ( Nessitera Rhomboterryx ) ไม่แค่นั้น พจนานุกรมฉบับออกซ์ฟอร์ดที่รู้จักกันก็ระบุความหมายของคำว่า Nessie ไว้ด้วยว่า สัตว์ร้ายแห่งทะเลสาบล็อคเนส เป็นสัตว์ลึกลับที่เชื่อว่าอยู่ในส่วนหนึ่งของทะเลสาบสก็อตแลนด์

ความจริงแล้วจากเนสสีปรากฏตัวต่อสายตาผู้คนนั้นมีมานานแล้ว ตั้งแต่ปี โน้น ค.ศ. 565 โดยมีหลักฐานเป็นตำนานประหลาดที่รูปร่างคล้ายไดโนเสาร์คอยาว ตาสีแดง น่ากลัว ที่เกิดขึ้นในแถบนั้นมากมาย

โดย หลักฐานครั้งแรกที่พบก็คือตำนานของ เซนต์โคลัมบา ที่กำลังอยู่ในระหว่างเดินทางไปอินเวอร์เนส เพื่อนำคณะนักบวชไปเผยแพร่คริสตศาสนาให้กับพวกฟิคท์ ท่านสั่งให้ผู้ติดตามคนหนึ่ง ว่ายน้ำไปเก็บเรือลำเล็กที่ลอยออกจากฝั่งทะเลสาบกลับมา ขณะที่ชายผู้นั้นเริ่มว่ายน้ำออกไป "สัตว์รูปร่างประหลาดก็โผล่ขึ้นมาจากผิวน้ำ" เพียงไม่กี่หลาตรงหน้าชายผู้นั้น เรื่องราวกล่าวไว้เพียงว่า เซ็นต์โคลัมบาเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดตัวนั้นพร้อมกับตะโกนว่า "อย่าเข้ามาใกล้กว่านี้หรือทำอันตรายชายคนนั้น" สัตว์ประหลาดก็หนีไป

Posted Image

Quote

ซึ่ง ต่อมาเจ้าสัตว์ประหลาดนั้นก็ปรากฏตัวออกมาเรื่อยๆ แต่ผู้พบเห็นส่วนใหญ่จะเป็นเพียงชาวบ้านเท่านั้น ไม่ถึงขั้นโด่งดัง เป็นข่าวใหญ่โตมากนัก(ในขณะนั้น

จนกระทั้งมีการสร้างถนนเพื่อสามารถเดินทางมายังทะเลสาบได้สะดวก

นั้นแหละเจ้าเนสสีก็เลยดังทันที!!

ในปี 1933 สามีภรรยาคู่หนึ่งบอกว่าพบสัตว์ประหลาดคอยาวถึง หกฟุต

วันที่ 14 เมษายน ค.ศ. 1933 จอห์น แม็คเคย์ และภรรยาขับรถไปตามถนนตัดใหม่เลียบทะเลสาบล็อคเนสส์ ที่ยามนั้นพื้นน้ำราบเรียบปานกระจก ล้อมรอบไปด้วยยอดเขาสูง ทันใด... มิสซิสแม็คเคย์ก็คว้าแขนสามีอย่างตื่นเต้น

"จอห์น..." เธอเรียกชื่อเขาอย่างกระหืดกระหอบ "นั่นอะไรคะ... โน่นน่ะ?"

พื้น น้ำในทะเลาสาบที่ต้องแสงอาทิตย์เป็นประกายแวววาวนั้น กำลังพุ้งผุดเป็นฟองคล้ายกับภูเขาไฟคุกกรุ่นอยู่ใต้ผิวน้ำ จอห์น แม็คเคย์ ผู้เป็นเจ้าของโรงแรมในละแวกนั้นเหยียบเบรคอย่างกระทันหัน เขาและภรรยาเฝ้ามองด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดกลัว เมื่อสัตว์ขนาดยักษ์โผล่ขึ้นมา มันเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งมีคอยาวคล้ายงู สัตว์ประหลาดโผล่ขึ้นมาผกผันฟาดฟันพื้นน้ำแตกฟองขาว จากนั้นก็ดำหายไปจากสายตา

รายงานการพบสัตว์ประหลาดครั้งนั้นถูกนำมาใส่ไว้ในข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ นับจากวันนั้นของปี 1933 เป็น ต้นมา เนสสียั่วยวนโดยการเล่นเกมส์ซ่อนหากับบรรดานักวิทยาศาสตร์ นักธรรมชาติวิทยา และนักล่าสัตว์ประหลาดนับพันๆ ซึ่งมีผู้อ้างว่าพบเห็นสัตว์ประหลาดที่ว่องไวราวกับปรอทตัวนี้ มากกว่าสามพันคน

เดือน พฤศจิกายนปีเดียวกัน การเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดที่คล้ายคลึงกับประสบการณ์ของสามีภรรยาแม็คเคย์ ก็ได้เกิดขึ้นอีกครั้ง ซึ่งการที่เห็นสัตว์ประหลาดในครั้งนี้ ได้ก่อให้เกิดแรงกระตุ้นที่จะสืบสาวราวเรื่องของเนสสีอย่างจริงจัง จนสบโอกาสถ่ายรูปของสัตว์ประหลาดตัวนี้ได้เป็นครั้งแรก โดยวิศวกรชื่อ ฮิว เกรย์ ขณะเขาเดินทางกลับจากโบสถ์ในวันอาทิตย์ ใกล้ถึงบ้านพักในฟอยเยอร์ ทะเลสาบราบเรียบเหมือนไม่มีอะไรรบกวน แต่ประมาณ 100 หลาจากฝั่ง เขาสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติอะไรบางอย่างเกิดขึ้น

"หลังกลมมนและส่วนหางปรากฏขึ้น" เขากล่าวในเวลาต่อมา "และสัตว์ประหลาดชนิดหนึ่งที่ยาวประมาณ 40 ฟุต กำลังพ่นน้ำเป็นฟองฟู่กระจาย

ภาพ ถ่ายสัตว์ประหลาดของเกรย์ ถูกส่งไปวิเคราะห์ที่บริษัทโกดัก ซึ่งได้รับการยืนยันว่าไม่ได้มีการยุ่งเกี่ยวแต่งเติมกับฟิล์มที่ใช้ถ่าย แต่ภาพสัตว์ประหลาดที่เป็นเงาดำนั้น เป็นหลักฐานที่ไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไหร่นัก

ปีถัดมาก็ปรากฏภาพถ่าย ที่มีชื่อเสียงมาก ที่เรียกว่า The Surgeons Photo เพราะถ่ายโดยหมอผ่าตัดจากลอนดอนชื่อ รอเบิร์ต เคนเนธ วิลสัน เป็นรูปสัตว์คอยาวโผล่เหนือน้ำ เรียกสัตว์ ตัวนั้นว่า เนสสี ( Nessie ) ถ่ายไว้เมื่อเดือนเมษายนปี 1934

Posted Image

Quote

ใน ตอนนั้นวิลสันและเพื่อนคนหนึ่งกำลังขับรถเลียบไปตามถนนริมทะเลสาบล็อคเนสส์ เป็นการเริ่มต้นวันหยุดสุดสัปดาห์ ที่พวกเขาหวังว่าคงได้ถ่ายภาพสัตว์ป่าไว้ได้บ้าง

ศัลยแพทย์ และเพื่อนร่วมเดินทาง ขับรถมาตลอดกลางคืน และตัดสินใจหยุดพักแรมใกล้กับอินเวอร์มอร์ริสัน ขณะที่วิลสันนั่งเหยียดขาอยู่ริมทะเลสาบนั่นเอง หัวเล็กๆของสัตว์ชนิดหนึ่งโผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมา เขากระโจนกลับไปที่รถ คว้ากล้องถ่ายรูปเอามาไว้บันทึกภาพได้ชุดหนึ่ง ซึ่งภาพเหล่านั้นแสดงให้เห็นถึงส่วนหัวและคอ ที่สะโอดสะองและลำตัวของมันเห็นเลือนลางอยู่ใต้ผิวน้ำ

ภาย นี้ถูกเฉยไปให้สาธารณะชน และถึงมือบรรดาผู้เชี่ยวชาญได้ลงความเห็นว่า ยังคงเป็นภาพถ่ายที่ดีที่สุดของเนสสีเท่าที่เคยมีมา (ต่อมาถูกจับได้ว่าเป็นของปลอม)

นอก จากนี้ยังมีภาพอีกมากมายอีกหลายรูป แต่ส่วนมากผู้เชี่ยวชาญต่างลงความเห็นว่าจริงๆแล้วเป็นเพียงท่อนซุง แมวน้ำ นก นาก หรือว่าเรือที่ลอยคว่ำอยู่ในน้ำ แต่ความจริงเป็นสิ่งใดก็ตาม รายงานและรูปภาพของสัตว์ประหลาดแห่งล็อคเนสส์เหล่านั้น ก็เป็นสาเหตุให้ทั่วโลกบังเกิดความตื่นเต้น อยากรู้ อยากเห็น

ใน ไม่ช้าทะเลสาบก็คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว นักวิทยาศาสตร์ นักล่า นักเรียนและนักหลอกลวง ชาวบ้านร้านตลาด พากันไปทำธุรกิจอาหารและที่พักอย่างเป็นล่ำเป็นสันและอึกทึกครึกโครม

เบอร์แทรม มิลส์ หัวหน้าคณะละครสัตว์เสนอรางวัล 20,000 ปอนด์ แก่ผู้ที่จับเป็นสัตว์ประหลาดมาให้เขาได้ ปัญหาที่ถูกนำไปถกกันในสภาผู้แทนราษฎรก็คือความปลอดภัยของเนสสี ในที่สุด กฏหมายฉบับหนึ่งก็ผ่านสภาออกมาปกป้องสัตว์ต่างๆในทะเลสาบให้ปลอดภัยจากการ ยิง วางกับดัก หรือสร้างความรบกวน

ในปี 1933 มิ เชล เวทเธอเรลล์ สมาชิกของบริเทนโฮลี่-เรสเปดเทด ซูโลจิคอล โซไซตี้ เขาพบรอยเท้าของสัตว์ประหลาดบนชายฝั่งทะเลสาบ เวทเธอเรลล์กล่าวว่า "มันเป็นสัตว์สี่เท้าซึ่งเท้าหรือครีบกว้าง 8 นิ้ว ผมเชื่อว่ามันเป็นสัตว์ประหลาดทรงพลังที่ยาวประมาณ 20 ฟุต"

และ แล้วแบบพิมพ์รอยเท้าที่หล่อโดยปูนปลาสเตอร์ก็ถูกส่งไปยังพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ กลางกรุงลอนดอน หลังจากการตรวจสอบ ผู้เชี่ยวชาญก็ลงความเห็นว่า "มัน เหมือนกับรอยเท้าของฮิปโปโปเตมัส" และต่อมาพบว่า เท้าของฮิปโปที่ถูกทำให้แห้ง หายไปจากพิพิธภัณฑ์ที่อินเวอร์เนส ห่างจากทะเลสาบออกไปเพียง 2-3 ไมล์

การเห็นสัตว์ประหลาดที่สร้างความตื่นเต้นจำนวน 3 ครั้ง ได้ถูกรายงานไว้ในปี 1933 และ 1934 สอง ครั้งแรกพบเห็นโดยชาวบ้านในละแวกทะเลสาบ ส่วนครั้งที่สามพบเห็นโดยนักธุรกิจชาวลอนดอน ต่อไปนี้คือความรู้สึกของนักข่าวอิสระของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น อเล็กซานเดอร์ แคมเบลล์ พรรณาถึงสิ่งที่เขาพบเห็นใต้ตอนกลางวันของเดือนมิถุนายนปี ค.ศ. 1434

ขณะที่ผมออกจากกระท่อมติดทะเลสาบนั้น สัตว์ชนิดหนึ่งคล้ายสัตว์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ก็โผล่พ้นขึ้นมาเหนือน้ำ มันยาวประมาณ 30 ฟุต คอยาวคล้ายงูและหางแบน ระหว่างคอและลำตัวที่ตะโหงกนูนขึ้นมา สัตว์ประหลาดลอยอาบแดดอยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์ จนกระทั่งได้ยินเสียงเรือจาก แคลโดเนียน ดานัล แว่วมา จึงดำน้ำหายไป เหลือไว้แต่รอยกระเพื่อมบนพื้นน้ำ" 2-3 สัปดาห์ ก่อนหน้านั้น แคมเบลล์ได้อ่านพบรายงานของพระรูปหนึ่ง คือ บราเธอร์ ริชาร์ด โฮแรน แห่งโบสถ์ เซ็นต์เบเนดิคท์ ฟอร์ท ออกัสตัส ดังนี้

"ผมเห็นสัตว์ประหลาดโผล่ขึ้นมาจากทะเลสาบล็อคเนสส์ และเฝ้ารอดูอยู่ราวๆ 20 นาที หัวแลคอยื่นออกมาทำมุม 45 องศา กับพื้นน้ำ ด้านล่างของลำคอที่อวบหนานั้นเป็นสีน้ำเงิน จมูกเชิด เมื่อเครื่องยนต์เรือดังใกล้เข้ามา สัตว์ประหลาดก็ค่อยๆจมหายไปอย่างช้าๆ"

Posted Image

Quote

"ผมและภรรยากำลังท่องเที่ยวไปตามชายฝั่งทะเลสาบ เมื่อเห็นสัตว์ที่ไม่ธรรมดาเดินข้ามถนนห่างออกไป 200 หลาข้างหน้า เฉพาะคอของมันยาว มีขนาดใหญ่กว่าลำตัวของช้างเล็กน้อย ลำตัวมโหฬารสูงประมาณ 5 ฟุต ผิวหนังสีดำคล้ำน่าเกลียด มันเคลื่อนที่ด้วยการเหวี่ยงตัวไปข้างหน้า ผมเร่งเครื่องยนต์อย่างเต็มที่ แต่สัตว์ตัวนั้นก็หายไปภายใต้พงไม้หนาทึบเสียแล้ว"

นัก ล่าสัตว์ประหลาดรายอื่นๆรายงานว่า ได้เห็นมันอ้าปาก บ้างก็ว่ามันมีแผงคอคล้ายม้า ชาวชนบทคนหนึ่งอ้างว่า ได้เข้าใกล้ชิดกับสัตว์ประหลาดถึงขนาดมองเห็นหยดน้ำร่วงหล่นจากผิวหนังคล้าย เกล็ด ขณะที่มันสะบัดตัว (อะไรจะขนาดนั้น เพ่..) ต่อมาในฤดูร้อนปี ค.ศ. 1934 กิตติ ศัพท์ของเนสสี แผ่กระจายกว้างไกลออกไปมาก จนพอที่จะสร้างความสนใจให้กับ จอห์น เอิร์นเนสต์ วิลเลียมสัน ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญชั้นแนวหน้า ของการถ่ายภาพใต้ผิวน้ำ เขามาถึงล็อคเนสต์พร้อมกับอุกรณ์ที่เรียกว่า โฟโต้ สเฟียร์ ที่มีรูปร่างกลมพร้อมหน้าต่างสมชื่อ เมื่อเครื่องมือนี้ดำอยู่ในน้ำ เขาจะนั่งอยู่ในเก้าอี้เพื่อถ่ายภาพสิ่งต่างๆที่อยู่ใต้น้ำ

ฟังดูน่าสนใจแฮะ แต่สิ่งที่วิลเลียมสันไม่รู้มาก่อนก็คือ ใต้ระดับ 30 ฟุต ลงไปในทะเลสาบนั้น มีสภาพมืดมัวเป็นสีน้ำตาลและค่อยๆเปลี่ยนเป็นมืดเหมือนหมึกดำ ถึงขนาดสปอตไลท์ที่มีกำลังแรงยังไม่สามารถทำอะไรได้ ความมืดมิดของท้องน้ำนี้มีสาเหตุมาจาก อนุภาคของถ่านหินชนิดร่วนที่ถูกชะล้างลงมาจากภูเขา สู่ทะเลสาบเป็นเวลานานหลายพันปี ในที่สุดวิลเลียมสันก็ยกเลิกแผนการด้วยความหัวเสีย และเดินทางกลับบ้านในที่สุด

ตลอดทั้งปี 1960 และ 1970 การ ไล่ล่าสัตว์ประหลาดยังคงเป็นกีฬาสำคัญของสหราชอาณาจักร และเนสสีกลายเป็นแม่เหล็กที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ของสก็อตแลนด์ และใช่ว่าจะมีแต่ภาพนิ่งเท่านั้นนะครับ มีผู้ถ่านภาพยนต์มันได้อีกหลายราย แต่คงไม่ต้องเจาะทุกราย เอาที่เด็ดๆก็คือภาพยนต์ของ ทิม ดินสเดล ที่ถ่ายได้ในปี1960 ภาพยนต์เรื่องนี้เองที่ทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไป(ทิมเปี้ยนไป๋) เขาลาออกจากวิศวกรนักเดินเรืออากาศ ลงทุนซื้อเรือลำหนึ่ง ตระเวนล่าเนซซีอย่างเอาเป็นตาย เขียนหนังสือเกี่ยวกับเนซซีถึง3เล่ม และยังถ่ายรูปเนซซีได้อีกเป็นกอง(มันง่ายขนาดนั้นเลยเรอะ)

ภาพยนต์ของดินสเดล ได้สร้างความตืนตัวในเรื่องนี้อย่างผิดคาดครับ มีการก่อตั้งสำนักงานสืบสวนค้นคว้าหาอสุรสัตว์แห่งล็อคเนส หรือ Loch Ness Phenomena Investigation Bureau เพื่อดำเนินการค้นคว้าอย่างเอาจริงเอาจังในปีเดียวกันนี้เอง และยังมีองค์กรทางเอกชนอีกมากมายที่ให้ความสนใจ มีการใช้โซนาร์ เครื่องบินล่าทางอากาศ ไปจนเรือติดกล้องถ่ายรูป ทั้งนี้ก็เพื่อตามหาเจ้าเนซซีนี่แหละครับ แต่...พวกเขากลับไม่ประสบความสำเร็จเลยครับ จนปี1970 ก็มีการบันทึกภาพยนต์เนซซีได้อย่างจังๆอีกครั้ง โดยนายปีเตอร์ สมิธ และภรรยา เขาพบว่ามันชูคอมาเหนือลำน้ำประมาณ6ฟุต

Posted Image

Quote

ส่วน ใหญ่เราจะพบข่าวเจอเนซซีอยู่แต่ในน้ำ แต่อย่าคิดว่ามันจะขึ้นบกไม่ได้นะครับ มีพยานหลายคนอ้างว่าพบเห็นมันขึ้นมานอนอาบแสงจันทร์ในยามวิกาล หรือไม่ก็เดินต้วมเตี้ยมตามฝั่งก็บ่อยไป อย่างเช่นในปี1934 อาเธอร์ แกรนท์ หวิดขับรถชนเจ้ายักษ์ที่ขึ้นมาเดินเล่นบนริมทางมาแล้ว และเขาก็สามารถเห็นครีบขาหน้าทั้งสองได้อย่างชัดเจน ต่อมาในปี1960 นายเทอ์ควิล แม็คคล็อด ก็พบเนซซีนอนอยู่ริมหาด เขาแอบดูอยู่ตั้ง9นาที ก่อนที่มันจะค่อยๆคลานลงน้ำหายไป หนำซ้ำเขายังอธิบายรูปร่างสันฐานของเนซซีได้ตรงกับแกรนท์เด๊ะ ทั้งที่ เหตการณ์ห่างกันตั้ง20ปี

เพราะความลึกลับและน่าค้นหาของมันทำให้มีผู้คิดค้นในการตามล่าเจ้าเนสสีตัวนี้หลากหลายวิธี เช่น เช่น การลากเนสสีด้วยตาข่ายเหล็กที่มีราคา 200,000 ปอนด์ แต่วิธีการนี้ถูกระงับไป ต่อมามีการเสนอให้ใช้ความร้อนล่อให้เนสสีออกมาจากที่ซ่อน โดยการหย่อนแผ่นความร้อนขนาดยักษ์ลงไปในทะเลสาบ ขั้นแรกเรือดำน้ำขนาดจิ๋วของอังกฤษดำลงไปสำรวจความเป็นไปได้ในการนี้ ที่ระดับความลึก 450 ฟุต จากพื้นผิวทะเลสาบปรากฏว่าไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดได้เลย "ข้างล่างมันมืดยังกะขุมนรก" พวกเขาบอก

ในปี 1969 การ บุกรุกทะเลสาบล็อคเนสส์ของชาวอเมริกันก็ได้เริ่มต้นขึ้น แดน เทย์เลอร์ อดีตลูกเรือของเรือดำน้ำแห่งกองทัพเรือสหรัฐจากแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย ใช้เวลา 5 ปีกับเงินอีก 20,000 ปอนด์ สร้างเรือดำน้ำขนาดเล็กด้วยไฟเบอร์กลาส ซึ่งเขาตั้งชื่อมันว่า "ไวเพอร์ฟิช" โดยวางแผนจะยิงลูกดอกยาสลบจากเรือดำน้ำลำดังกล่าวเข้าใจเนสสี เทย์เลอร์อ้างว่าเขาอาจจับเนสสีได้โดยใช้เครื่องดังกล่าวส่งคลื่นออกไปไม่ ไกลพอที่จะจับร่องรอยของมันได้ เขายังกล่าวด้วยว่า เจ้าเรือดำน้ำไวเพอร์ฟิชถูกดูดเข้าไปในโพรงลึกถึง 130 ฟุต อย่างไรก็ตาม เขาทำผิดพลาดเช่นเดียวกับที่ จอห์น วิลเลียมสันทำเอาไว้เมื่อ 35 ปีก่อน นั่นคือไม่ได้ตระหนักมาก่อนว่า น้ำในทะเลสาบที่ลุก 30 ฟุตนั้น มืดมิดชนิดที่ไม่สามารถมองลอดทะลุได้ หนทางสุดท้ายที่เขาทำ คือตีหน้าจ๋อยแล้วก็เก็บของกลับบ้านไป

ในปี 1970 ดร.โรเบิร์ต ไรนส์ ประธานสภาวิทยาศาสตร์ประยุกต์ในเบลมอนด์ แมสสาชูเส็ทส์(เขาคนนี้ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ผู้ปราดเปรื่องอะไรหรอกครับ แต่เขาเป็นนักกฎหมายเงินถัง ที่สามารถหาอุปกรณ์ทันสมัยมาตามล่าเจ้าเนสสีได้ โดยเขาได้เห็นมันตัวเป็นๆครั้งหนึ่ง) เขาใช้เวลา 2 อาทิตย์ที่ล็อคเนสส์ เขาเป็นผู้นำของทีมงาน 4 คน พร้อมด้วยอุปกรณ์ประกอบด้วยเครื่องโซน่าที่สามารถสะท้อนเสียงในน้ำ กล้องใต้น้ำ และ "เซ็กส์ คอ็คเทล" ที่สกัดมาจากต่อมน้ำมันของสัตว์ต่างๆอาทิเช่น ปลาพะยูน ปลาไหล และ สิงห์โตทะเล ทีมงานยังมีเทปที่อัดเสียงการสื่อสาร การต่อสู้ และจู๋จี๋กันของสัตว์หลายชนิดเอาไว้เปิดใต้น้ำด้วย ต่อมาไรนส์อ้างว่า "เซ็กส์ ค็อคเทล" นั่นเอง ทำให้เขาจับสัญญาณสัตว์ที่มีขนาดใหญ่เป็น 100 เท่าของปลาในทะเลสาบได้อย่างใกล้ชิด เขากล่าวว่า พวกมันอาศัยอยู่ในหลืบหินใต้น้ำห่างจากฝั่งทะเลสาบ 200 ฟุต

Posted Image

Quote

2 ปี ต่อมาในเมืองบอสตัน ไรนส์นำเอาภาพถ่ายทั้งสีและขาวดำที่ถ่ายไว้ในทะเลสาบมาแสดง ซึ่งก็ปรากฏให้เห็นครีบใหญ่ที่ติดอยู่กับลำตัวของสัตว์ที่มีลักษณะคล้ายวัว

เกือบ จะเป็นเวลาเดียวกับการสำรวจของไรนส์นั่นเอง ทีมอเมริกันอีกคณะหนึ่งก็มาถึงทะเลสาบ ทีมนี้มีสปอนเซอร์เป็นบริษัทวิสกี้ คัตตี้ ซาร์ก โดยมรศาสตราจารย์เจมส์ อัลริช แห่งสถาบันสมิธโซเนียน เป็นผู้ควบคุม อัลริชกล่าวว่า "สัตว์ประหลาดไม่ใช่เรื่องโกหกอีกต่อไปแล้ว แต่มันเป็นอะไรบางอย่างจริงๆ" ส่วนสมาชิกคนหนึ่งในทีมของเขากล่าวเสริมว่า "มี สัตว์ประหลาดอยู่ในทะเลสาบอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่มีใครเชื่ออย่างจริงจังหรอกว่า สิ่งที่เห็นทั้งหลายนั้นเป็นท่อระบายน้ำ ตอไม้ หรือเศษขนมปังกรอบที่ติดอยู่บนเลนส์กล้องถ่ายรูปของใครบางคน เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น ผมคิดว่าคงพิสูจน์ความจริงให้เห็นได้อย่างไม่ยากเลย"

คัตตี้ ซาร์ก จับมือกับลอยด์แห่งลอนดอนในการจ่ายเงิน 1 ล้านปอนด์ ให้กับใครก็ตามที่จับสัตว์ประหลาดมาให้ได้แบบตัวเป็นๆ ก่อนเดือนพฤษภาคม ปี 1972 แต่ ก็ไม่ยักกะมีใครจับได้ และทีมงานของอัลริช ก็ได้ใช้เทคนิคต่างๆเช่นเดียวกับการสำรวจของไรนส์ รวมทั้งกลิ่นล่อหรือ "เซ็กส์ คอ็คเทล" ด้วย อย่างไรก็ตาม ความพยายามทั้งหลายก็ไม่ได้ให้ผลงานอะไรที่โดดเด่นไปกว่าคนอื่นที่ผ่านมา

ในปี 1975 ชาวเอเชียอย่างเราก็ได้ร่วมขบวนกับเขาด้วยเช่นกัน เมื่อชาวญี่ปุ่นชื่อ โยชิโอะ คูโอะ นักธุรกิจเกมส์โชว์อายุ 36 ปี นำทีมแข็งแกร่งถึง 15 ชุด ไปยังทะเลสาบล็อคเนสส์ ซึ่งนักธุรกิจใหญ่จากสมาคมนายธนาคารเป็นผู้จัดการเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมด และคูโอะคุยว่า ทีมงานของเขาจะส่งเรือดำน้ำ 2 ลำจากโตเกียวลงไปสำรวจ แต่เมื่อเขาดำลงไปเห็นความมืดมิดใต้ทะเลสาบ เขาจึงสั่งยกเลิกโครงการทั้งหมดเสีย

อย่างไรก็ดีรายงานการพบเห็นเนสสีก็ยังมีอยู่เป็นระยะๆ จนถึงกับมีผู้บันทึกสถิติไว้ว่า ทุก 130 ชั่วโมงที่สังเกตการณ์จะมีผู้พบเห็นเนสสี 1 ครั้ง และแม้จะมีการค้นคว้า ตรวจสอบ หรือสำรวจทะเลสาบ แห่งนี้ด้วยโซนาร์มาหลายต่อ หลายครั้งก็ตาม แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีสัตว์ประหลาดที่ว่าอาศัยอยู่เลยแม้แต่น้อย ความลึกลับของเจ้าเนสสีก็ยังคงถูกซุกซ่อนไว้ใต้ทะเลสาบลึกต่อไปอย่างปลอดภัย และยังคงความลึกลับน่าค้นหาอยู่เสมอ

Posted Image

Quote

มันคือตัวอะไร

ฝ่ายสนับสนุน

เซอร์ปีเตอร์ สก็อตส์ ผู้เชี่ยวชาญในการค้นหาร่องรอยของสัตว์ประหลาดยืนยันการมีตัวตนของ "เนสสี" ว่า "อาจมีอยู่ 20-50 ตัวข้างใต้นั่น ผมเชื่อว่ามันอาจเกี่ยวดองกับ Plesiosaurs หรือภาษาไทยคือเพลซิโอซอร์ เป็นสัตว์เลื้อยคลานไดโนเสาร์ที่ไม่ได้พบเห็นบนโลกมา 7 ล้าน ปีแล้ว ดังนั้นนักล่าสัตว์ประหลาดเชื่อว่า บรรพบุรุษของเนสสี ถูกตัดขาดจากทะเลเมื่อครั้งทะเลสาบก่อตัวขึ้นตอนสิ้นสุดยุคน้ำแข็ง ทำให้ทะเลสาบล็อคเนสส์มีความลึกถึง 1,100 ฟุต ลึกกว่าทะเลเหนือเสียอีก และมันกว้างใหญ่ไพศาล กลายเป็นที่อยู่อาศัยอย่างอุดมสมบูรณ์ ปราศจากการรบกวน จนเนสสีสามารถอยู่รอดปลอดภัยมาได้นับพันๆปี

แต่ทำไมการเห็นสัตว์ประหลาดจึงเกิดขึ้นอย่างมากมาย หลังจากปี 1933 เป็นต้นมาเล่า? นัก ล่าสัตว์ประหลาดมีคำอธิบายเรื่องนี้เอาไว้ด้วยเช่นกัน กล่าวคือ ถนนที่จอห์น แม็คเคย์และภรรยาขับรถไป จนสังเกตเห็นเนสสีเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 14 เมษายน 1933 นั้น เป็นถนนที่เพิ่งตัดเสร็จสดๆร้อนๆ และเป็นถนนรอบทะเลสาบสายแรก ซึ่งในการก่อสร้างเส้นทางดังกล่าว หินนับพันๆตันถูกระเบิดลงไปที่ทะเลสาบ และแมกไม้ใบหญ้าที่หนาแน่นปกคลุมชายฝั่งมานานนับศตวรรษก็ถูกตัดทำลายลง ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การระเบิดหินได้ทำลายที่อยู่อาศัยใต้น้ำครั้งบรรพการของเนสสี และทำให้มันสูญเสียแหล่งพักพิง จนต้องเตร็ดเตร่ไปในทะเลสาบนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ภูมิประเทศเมื่อ70ล้าน ปีก่อน ก็ไม่เหมือนกันกับตอนนี้ ทะเลสาบคงมีทางเชื่อมออกสู่มหาสมุทร ซึ่งเป็นบ้านเดิมของเนสสี นานๆไปจับพลัดจับผลูเข้ามาในทะเลสาบโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากมีอาหารการกินอย่างอุดมสมบูรณ์ เวลาผ่านไป ทางออกสู่ทะเลอาจถูกปิดกั้นโดยปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เพลซิโอซอร์กลุ่มนี้เลยถูกขังอยู่ในนี้ แม้ว่าญาติๆมันที่อยู่ในทะเลเหนือจะค่อยๆล้มตายด้วยเหตุผลต่างๆบ้าง แต่พวกนี้สามารถดำรงชีพอยู่ด้วยความสุขสบาย ไม่มีศัตรูรุกราน อาหารก็พร้อม

Posted Image


Quote

เอเดรียน ไชน์ นักชีววิทยา น้ำและนักเฝ้าดูเนสซี่แห่งศูนย์ล็อคเนส 2000 ซึ่งตั้งอยู่ริมทะเลสาบล็อคเนสในเมืองอินเวอร์เนสได้ดูวิดีโอดังกล่าวแล้ว และจะทำการวิเคราะห์ในอีกไม่กี่เดือนนี้ เขากล่าวว่า วิดีโอนี้ค่อนข้างต่างจากชิ้นที่ผ่านๆ มาเนื่องจากโฮล์มส์ได้ถ่ายฉากหลังบริเวณโดยรอบทะเลสาบด้วย นั่นหมายความว่าเป็นไปได้น้อยมากที่วิดีโอนี้จะเป็นการทำขึ้นมา รวมทั้งในวิดีโอนี้สามารถเห็นได้ค่อนข้างชัดเจนถึงขนาดของเนสซี่เมื่อเทียบ กับฉากหลังและความเร็วในการเคลื่อนไหว

แม้จะมีการค้นคว้า ตรวจสอบ หรือสำรวจทะเลสาบ แห่งนี้ด้วยโซนาร์มาหลายต่อ หลายครั้งก็ตามแต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีสัตว์ประหลาดที่ว่าอาศัยอยู่เลย แม้แต่น้อย ความลึกลับของเจ้าเนสซีก็ยังคงถูกซุกซ่อนไว้ใต้ทะเลสาบลึกต่อไปอย่างปลอดภัย

Posted Image

Posted Image

#2 RONAN321

    ให้มากกว่าที่ผู้อื่นคาดหวัง...และให้ด้วยความเต็มใจเสมอ

  •  High Royal Executive Members 
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 11,692 posts
  • Gender:Male

Posted 06 October 2012 - 02:49 AM

โอ้วว!! ยาวมากก

ส่วนตัวไม่ค่อยเชื่อว่ามีจริงนะ -..-

#3 Rinnary

    นักเล่นเกมตัวยง

  • High Members
  • PipPipPipPipPip
  • 210 posts

Posted 06 October 2012 - 02:59 AM

อยากรู้เหมือนกัน ว่ามันมีจริงไหม? :cat_yes:

#4 MikAFeveR

    นักเล่นเกมชั้นอูวว์

  •  High Royal Executive Members 
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 3,774 posts
  • Gender:Male
  • Location:CNX
  • Interests:Cycling, Running, Video games

Posted 06 October 2012 - 03:18 AM

น่าจะเป็นญาติกับพญานาคบ้านเรา

เซื่อในสิ่งที่เฮ็ด เฮ้ดในสิ่งที่เซื่อ

#5 Adachi

    พ่กเลาไม๊ส่นหร่อก

  •  High Royal Executive Members 
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 3,507 posts
  • Gender:Male

Posted 06 October 2012 - 06:13 AM

แต่ก่อนเคยเชื่อนะ หลัง ๆ โดนเอามาปู้ยี่ ปู้ยำหมด เริ่มหมดความศัทธาล่ะ ถ้ามีมันคงมีคนเห็นเยอะก่านี้ล่ะ

#6 1273704

    นักเล่นเกมชั้นครู

  •  Royal Executive Members 
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 2,060 posts
  • Gender:Male
  • Location:THE MAN CITY LION

Posted 06 October 2012 - 07:02 AM

 MikAFeveR, on 06 October 2012 - 03:18 AM, said:

น่าจะเป็นญาติกับพญานาคบ้านเรา

เซื่อในสิ่งที่เฮ็ด เฮ้ดในสิ่งที่เซื่อ
. ใช่ครับความเชื่อ. มีอยู่ทุกประเทศไม่เว้นประเทศที่เจริญแล้ว.

#7 goson

    นักเล่นHเกมระดับฝึกหัดขั้นที่1

  •  High Royal Executive Members 
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 4,646 posts

Posted 06 October 2012 - 07:18 AM

ภาพดังที่เป็นเงาๆนั้นคนถ่ายก่อนตายสารภาพแล้วว่าทำขึ้นเอาฮานิ

#8 KhunBas

    นักเล่นเกมฝึกหัดระดับ 3

  • Freshy
  • PipPipPipPip
  • 182 posts
  • Gender:Male

Posted 06 October 2012 - 08:16 AM

แต่ผมเชื่อนะครับว่ามีจริง เพราะผมเชื่อคนง่ายครับ :r18:

#9 funsafe

    นักเล่นเกมมือโปร

  •  Royal Executive Members 
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 1,842 posts
  • Gender:Male

Posted 06 October 2012 - 08:48 AM

เนสซี่ ถ้ามีจริงตัวสุดท้ายคงตายไปแล้ว มีแค่ภาพถ่ายเก่าๆของใหม่ไม่เคยโผล่ให้เห็นอีกเลย
พญานาคบ้านเราเจ๋งกว่าเยอะ มาตามนัดทุกปี มากบ้างน้อยบ้าง ทั้งไทยทั้งต่างชาติดูกันตรึมๆ

#10 Good........

    นักเล่นเกมชั้นครู

  •  Royal Executive Members 
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 2,160 posts
  • Gender:Male
  • Location:Uttaradit City

Posted 06 October 2012 - 09:24 AM

ผมว่ามันเป็นสัตว์โลกไม่น่าจะรอดสายตาเราๆมาได้นานขนาดนี้ ถ้ามีจริงคงจับตัวได้นานแล้วครับ

#11 Jokuto

    นักเล่นเกมชั้นครู

  •  Royal Executive Members 
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 2,498 posts

Posted 06 October 2012 - 10:48 AM

สรุปช้างหรอครับ ยาวเกิน 555555

แต่ผมกลัวนะครับ ทะเลสาบอะไรที่ลึกๆๆๆ มันเสียวๆยังไงไม่รุ

#12 ballayo

    นักเกมมือเซียนชั้นที่ 1

  •  Royal Executive Members 
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 2,903 posts

Posted 06 October 2012 - 10:52 AM

ถ้าผมจำไม่ผิด

เห็นว่า กลุ่มคนที่ถ่าย

ยอมรับแล้วนี่ ว่าภาพเค้า โกหก

โดยที่ สัญญากันไว้ ว่าใครตายเป็นคนสุดท้าย จะเฉลย

หรือ ผมฝันไป

#13 chanma

    นักเกมมือเซียนชั้นที่ 1

  •  Royal Executive Members 
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 2,956 posts
  • Gender:Male

Posted 06 October 2012 - 11:01 AM

ผมว่าไม่น่าจะมีจริง...

#14 chanma

    นักเกมมือเซียนชั้นที่ 1

  •  Royal Executive Members 
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 2,956 posts
  • Gender:Male

Posted 06 October 2012 - 11:01 AM

ผมว่าไม่น่าจะมีจริง...

#15 gaget

    นักเล่นเกมมือโปร

  •  Junior Moderator 
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 1,713 posts
  • Gender:Male

Posted 06 October 2012 - 11:02 AM

จำได้ว่าเคยอ่านว่าคนที่อ้างว่าถ่ายรูปได้คนสุดท้ายที่กำลังจะตายยอมรับว่าทำขึ้นมาครับ ลองหาๆดูไม่รู้ยังมีไหม

#16 Nosferatu dk

    นักเล่นเกมฝึกหัดระดับ 2

  • Freshy
  • PipPipPip
  • 66 posts
  • Gender:Male

Posted 06 October 2012 - 11:10 AM

มันยากมากต่อการพิสูจน์

#17 huntersai

    นักขี้เกียจเล่นเกมส์ขั้นเทพ

  •  High Royal Executive Members 
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 3,536 posts
  • Gender:Male

Posted 06 October 2012 - 11:36 AM

เป็นความเชื่อที่มีทุกประเทศ เหมือนพญานาคบ้านเรา แต่บ้านเราก็แปลกดี ตรงที่พญานาคมีอยู่ในเรื่องรามเกียรติ์ แต่เรื่องรามเกียรติ์อยู่ที่ประเทศอินเดีย ทำไมพญานาคถึงมาอยู่แถวบ้านเราได้ ก็แปลกดี

เนสซี่โดราเอม่อนเอาไปเขียนบ่อยเหมือนกันนะ

#18 SnakeSolov

    นักเล่นเกมชั้นครู

  •  Royal Executive Members 
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 2,285 posts

Posted 06 October 2012 - 11:46 AM

เคยมีสร้างทำเป็นหนังด้วยครับเรื่อง Loch Ness กับ Waterhorse

#19 Kikaider42

    ชีวิตคนเรามันสั้น เกินกว่าจะไปรักผู้หญิงแค่คนเดียว

  •  High Royal Executive Members 
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 7,437 posts
  • Gender:Male

Posted 06 October 2012 - 12:10 PM

เนสซี จะมีจริงรึเปล่าไม่รู้

แต่ผมเชื่อว่ารักแท้มีอยู่จริง ครับ

#20 Zeroprofessional

    ช่างออฟสุดหล่อ

  •  High Royal Executive Members 
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • 6,398 posts
  • Gender:Male
  • Location:Pattaya

Posted 06 October 2012 - 01:09 PM

เนสซี่